ทุนจดทะเบียนบริษัทใช้เท่าไรดี เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับธุรกิจ?

ธุรกิจที่กำลังจะจดทะเบียนบริษัท มักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ทุนจดทะเบียนบริษัท” ว่าควรใช้เท่าไรดีถึงจะเหมาะสมกับธุรกิจ และหากใช้น้อยไปจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไหม

บทความนี้เราจะพามารู้จักกับ ความสำคัญของทุนจดทะเบียนบริษัทจนถึงแจ้งรายละเอียดทุนและการชำระค่าหุ้นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ทุนจดทะเบียนบริษัทคืออะไร?

ทุนจดทะเบียนบริษัทคือ จำนวนเงินที่ผู้เริ่มก่อตั้งธุรกิจนำไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทจะมีเงินหมุนเวียนเท่าไร โดยจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและการรับผิดชอบหนี้สิน

ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นต่ำกี่บาท และต้องใช้เท่าไรถึงเหมาะสม

เกณฑ์กำหนดตามกฎหมาย

  1. มูลค่าหุ้น : หุ้นแต่ละหุ้นต้องมีราคาขั้นต่ำ 5 บาท
  2. จำนวนผู้ถือหุ้น : ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป

นั่นคือตามกฎหมายกำหนด ทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำคือ 10 บาท

เกณฑ์ทางธุรกิจ

แม้กฎหมายจะยอมให้ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 บาท แต่ธุรกิจมักจะใช้ขั้นต่ำ 1 ล้านบาทเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

  1. ความน่าเชื่อถือ : ทุน 1 ล้านบาทถือเป็นมาตรฐาน ที่คู่ค้าและธนาคารให้การยอมรับ ในการทำธุรกรรมหรือขอสินเชื่อ
  2. การชำระค่าหุ้น: ในวันจดทะเบียน ผู้ถือหุ้นต้องชำระเงินค่าหุ้นเข้าบริษัทอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด

ธุรกิจขนาดเล็ก :

ทุนจดทะเบียนแนะนำ 100,000 บาทขึ้นไป

เหมาะกับธุรกิจครอบครัว ร้านค้าออนไลน์ ที่พึ่งเริ่มจดทะเบียน โดยยังไม่ต้องการพึ่งสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

ธุรกิจขนาดกลาง :

ทุนจดทะเบียนแนะนำ 1,000,000 บาทขึ้นไป

เหมาะกับธุรกิจบริการมืออาชีพ เช่น บริการเอเจนซี่, ธุรกิจที่มีคู่ค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท สร้างความมั่นใจแก่คู่ค้า และสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

ธุรกิจขนาดใหญ่ :

ทุนจดทะเบียนแนะนำ 2,000,000 บาทขึ้นไป

เหมาะกับธุรกิจที่มีแผนขยายการเติบโตของ ระดมทุน ทำงานกับหน่วยงานรัฐหรือบริษัทข้ามชาติเป็นต้น

โดยทั่วไปบริษัทมักจะใช้ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า และช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน

การกำหนดจำนวนหุ้น

ทุนจดทะเบียนบริษัทจะถูกแบ่งออกเป็นจำนวนหุ้น โดยแต่ละหุ้นต้องมีมูลค่าเท่าๆกัน

ตัวอย่างเช่น ทุนจดทะเบียนบริษัท 1,000,000 บาท

** ตามกฎหมายระบุว่าต้องมี (ราคาขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท)

1,000,000/5 = 20,000 หุ้น

การกำหนดเช่นนี้ช่วยให้สามารถระบุได้ว่า ใครถือหุ้นสัดส่วนเท่าไรบ้าง

การกำหนดโครงสร้างผู้ถือหุ้น และทุนจดทะเบียนให้เหมาะสม

ทุนจดทะเบียนบริษัทจะถูกนำมาแบ่งออกเป็นจำนวนหุ้น โดยแต่ละหุ้นต้องมีมูลค่าเท่าๆกัน โดยปกติมักคำนึงถึง 4 ปัจจัยหลักๆดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ : ธุรกิจบางประเภทเช่น รับเหมาก่อสร้างหรืองานที่ต้องมีประมูลภาครัฐมักจะกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเพื่อการันตีความสามารถในการรับงาน

2. ความรับผิดชอบ : หากบริษัทมีการล้มละลาย ผู้ถือหุ้นต้องชำระทุนจดทะเบียนส่วนที่เหลือให้ครบถ้วน ดังนั้นไม่ควรตั้งตัวเลขทุนจดทะเบียนสูงเกินความจำเป็น

3. การแบ่งอำนาจลงนาม : ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ โดยมักพิจารณาดังนี้

  • ผู้มีอำนาจลงนาม 1 ท่าน พบในกิจการขนาดเล็กที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว
  • ผู้มีอำนาจลงนาม 2 ท่าน พบในกิจการขนาดใหญ่ ที่ต้องการความรอบคอบ ป้องกันการตัดสินใจผิดพลาด

4. ค่าธรรมเนียม : ทุนจดทะเบียนทุก 1 ล้านบาท จะมีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 5,000 บาท (ในกรณีที่จดทะเบียนบริษัทแบบปกติ)

Tip : ผู้ถือหุ้นที่มากกว่า 50% จะถือเป็น เสียงข้างมาก สามารถอนุมัติงบ แต่งตั้งกรรมการได้ และกรณีที่ผู้ถือหุ้นมากกว่า 75% จะถือเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ สามารถลงมติพิเศษได้ เช่น แก้ไขข้อบังคับ, เพิ่ม/ลดทุน, ควบรวมหรือเลิกบริษัทได้ โดยทั่วไปหากเป็นธุรกิจ SME ที่มีผู้ก่อตั้ง 2 คน มักแบ่งหุ้น 51/49 คือสูตรสำเร็จเพื่อป้องกันความขัดแย้งเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้กรณีความคิดเห็นไม่ตรงกัน และแนะนำให้แตกหุ้นจำนวนมากแต่มูลค่าต่อหุ้นต่ำ (เช่น หุ้นละ 5 บาท หรือ 10 บาท) เพื่อจัดสรรหุ้นให้พนักงานได้ละเอียดมากกว่า

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

แท็ก

Honor Account (9) HonorAccount (3) SMEs (3) จดทะเบียนบริษัท (14) จดบริษัท (3) จัดทำงบการเงิน (12) ตรวจสอบบัญชี (3) ทำบัญชี (12) บริการจดทะเบียนบริษัท (9) บริการด้านบัญชี (9) บริการบัญชี (10) บริการภาษี (12) ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี (9) ภาษีนิติบุคคล (4) รับจดทะเบียนบริษัท (3) วางแผนภาษี (12) สำนักงานบัญชี (3) เงินเดือนและประกันสังคม (10) เปิดบริษัท (7) เริ่มต้นธุรกิจ (3)