วางแผนภาษีนิติบุคคลยังไง ให้ประหยัดค่าใช้จ่ายสูงสุด ฉบับอัปเดต

วางแผนภาษีนิติบุคคล คือการบริหารจัดการ รายได้และรายจ่ายภาษีของบริษัท ให้คุ้มค่ามากที่สุด เพื่อที่จะสามารถนำเงินส่วนนั้นมาบริหารจัดการธุรกิจต่อในอนาคต วันนี้เรารวบรวมความรู้ เกี่ยวกับภาษีมาไว้ให้ในบทความแบบละเอียด (ฉบับอัปเดต)

ภาษีนิติบุคคลคืออะไร

ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax) คือภาษีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนต้องจ่ายให้กับรัฐบาล กรณีที่บริษัทมีกำไรสุทธิถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

1. บริษัทจำกัด และ ห้างหุ้นส่วน (ที่จดทะเบียนบริษัทในไทย)

2. บริษัทต่างประเทศ ที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยหรือมีรายได้จากประเทศไทย

3.มูลนิธิหรือสมาคม ที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรณ์เพื่อการกุศล)

อัตราภาษีนิติบุคคล ( Update ล่าสุด )

กำไรสุทธิอัตราภาษี (SMEs)อัตราภาษี (ขนาดใหญ่)
0 – 300,000ยกเว้น20 %
300,000 – 3,000,00015 %20 %
3,000,001 ขึ้นไป20 %20 %

อัตราการเสียภาษีนิติบุคคล จะมี 2 เรต

1. ธุรกิจ SMEs

ธุรกิจ SMEs คือ ธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขดังนี้

  • ทุนจดทะเบียนบริษัท ต่ำกว่า 5 ล้านบาท
  • รายได้จากการขายสินค้าและบริการในรอบบัญชี ไม่เกิน 30 ล้านบาท

จะมีอัตราการเสียภาษีแบบขั้นบันได ดังตาราง

2. ธุรกิจทั่วไป

คือธุรกิจที่ไม่เข้าเงื่อนไขของ 2 ข้อของ SMEs

จะมีอัตราการเสียภาษีแบบอัตราเดียวคือ 20%

วางแผนภาษีนิติบุคคลอย่างไร เพื่อให้ประหยัดภาษีสูงสุด

1. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ” ค่าใช้จ่ายหักได้มากกว่า 1 เท่า “

  • ค่าฝึกอบรมพนักงาน : ส่งพนักงานไปเทรนนิ่งกับสถาบันที่รับรอง หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า
  • การจ้างงานผู้สูงอายุ/ผู้พิการ : หักค่าใช้จ่ายได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • ค่าทำวิจัย พัฒนา (R&D) : บางกรณีสามารถหักได้ถึง 3 เท่า

2.บริหารจัดการ “ค่าเสื่อมราคา”

สินทรัพย์ถาวรเช่น รถยนต์ เครื่องจักร หรืออาคาร ไม่สามารถหักแบบครั้งเดียวได้ ต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคา

3. บริหารผล ขาดทุนสะสม

หากนิติบุคคลขาดทุนในปีนี้ ตามหลักกฎหมายจะยอมให้นำผลขาดทุนไป “หักลบกำไร” ค่าใช้จ่ายในอนาคตได้สูงสุดถึง 5 ปี

4. จัดการ เงินปันผล และ เงินเดือน

  • เงินเดือน : หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ตัวบุคคลต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา
  • เงินปันผล : หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทไม่ได้ (จากกำไรที่เสียภาษีแล้ว) แต่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% และขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้

จะเห็นได้ว่าวิธีการ ประหยัดภาษีมีด้วยกันหลายวิธี เพราะนี่คืออีกตัวแปรสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องวางแผนจัดการภาษีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องจ่ายตอนไหน

โดยปกติภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องจ่ายปีละ 2 ครั้ง โดยแบ่งเป็นภาษี ครึ่งปี และ ภาษี สิ้นปี

1. ภาษีครึ่งปี (ใช้ ภ.ง.ด.51)

เป็นประมาณการคาดการรายได้ทั้งปี แล้วจ่ายล่วงหน้าไปก่อน ครึ่งนึง

  • ช่วงเวลาที่ต้องยื่น ภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกในรอบบัญชี
  • เช่น รอบบัญชีปกติ (สิ้นสุด 30 มิ.ย.) ต้องยื่นจ่ายภายใน สิงหาคมของทุกๆปี

ข้อควรระวัง : ถ้าคาดการกำไรขาดไปเกิน 25% ของกำไรที่ทำได้จริง อาจโดนปรับเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ขาดไป

2. ภาษีสิ้นปี (ใช้ ภ.ง.ด.50)

เป็นการสรุปกำไรจริงๆ ตามงบการเงินที่ตรวจสอบแล้วทั้งปี

  • ช่วงเวลาที่ต้องยื่น 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี
  • เช่น รอบบัญชีปกติจะ (สิ้นสุด 31 ธ.ค.) ต้องยื่นจ่ายในเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป

โดยสามารถยื่นภาษีได้ที่ https://efiling.rd.go.th/rd-cms/

ภาษีนิติบุคคล คำนวณแบบไหน คิดจากอะไร

ในทางบัญชีจะคำนวณจาก รายได้ – รายจ่าย = กำไร แต่กรมสรรพากรจะมีการปรับปรุงตัวเลขให้เป็นกำไรสุทธิทางภาษี ซึ่งมีความแตกต่างจากกำไรทางบัญชีทั่วไป เพราะกรมสรรพากรมีข้อกำหนดในการปรับปรุงรายการ

1. บวกกลับรายจ่ายต้องห้าม เช่น รายจ่ายส่วนตัวหรือค่ารับรองที่เกินโควตา

2. หักออกรายได้ที่ได้รับยกเว้น: เช่น เงินปันผลรับบางประเภท

3. พิ่มรายจ่ายที่หักได้มากกว่าปกติ: เช่น ค่าอบรมสัมมนา หรือค่าวิจัยและพัฒนา (R&D)

ตัวอย่าง บริษัท A เป็น SMEs ปีนี้บริษัทมีรายได้ 1,000,000 บาท

  • ค่าสินค้าและเงินเดือนพนักงาน 500,000 บาท (หักได้ปกติ)
  • ค่าอบรมสัมมนาพนักงาน 50,000 บาท (หักได้ 2 เท่า สิทธิพิเศษ)
  • ค่ารับรองลูกค้า (มีใบเสร็จ) 20,000 บาท (รายจ่ายต้องห้าม บวกกลับ)
  • ค่าปรับจราจรรถขนส่งของบริษัท 2,000 บาท (รายจ่ายต้องห้ามบวกกลับ)

ขั้นตอนที่ 1 คำนวณกำไรทางบัญชี ( รายได้ – รายจ่ายจริง )

รายได้ 1,00,000 บาท

รายจ่ายทั้งหมด ( 50,000+20,000+2,000 ) = 572,000 บาท

กำไรทางบัญชี : 1,000,000 – 57,200 = 428,000 บาท

ขั้นตอนที่ 2 ปรับปรุง กำไรทางภาษี

กำไรทางบัญชี 428,000 บาท

บวกกลับ รายจ่ายต้องห้าม 22,000 บาท

  • ค่ารับรองที่ไม่มีใบเสร็จ 20,000 บาท
  • ค่าปรับจราจร 2,000 บาท

หักออกสิทธิประโยชน์เพิ่ม เช่น ค่าอบรมพนักงาน (หักได้เพิ่มอีก 1 เท่า) – 50,000 บาท

(เพราะจ่ายจริง 50,000 หักไปแล้วในบัญชี สรรพากรให้หักอีก 50,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท)

สรุปกำไรทางภาษีเท่ากับ 428,000+22,000-50,000 = 400,000 บาท

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณภาษีที่ต้องจ่าย (เรต SME)

เมื่อได้กำไร 400,000 บาท นำมาคิดหักภาษีแบบขั้นบันได

300,000 แรกเสียภาษี 0%

ส่วนที่เหลือ 100,000 บาท

คำนวณภาษี 100,000 x 15% = 15,000 บาท

รวมภาษีที่ต้องเสียของบริษัท A เท่ากับ 15,000 บาท

จะเห็นได้ว่าหามีการวางแผนภาษี จะช่วยให้ลดค่าภาษี ช่วยให้มีเงินนำมาลงทุนในบริษัทได้มากยิ่งขึ้น

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

แท็ก

Honor Account (9) HonorAccount (3) SMEs (3) จดทะเบียนบริษัท (14) จดบริษัท (3) จัดทำงบการเงิน (12) ตรวจสอบบัญชี (3) ทำบัญชี (12) บริการจดทะเบียนบริษัท (9) บริการด้านบัญชี (9) บริการบัญชี (10) บริการภาษี (12) ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี (9) ภาษีนิติบุคคล (4) รับจดทะเบียนบริษัท (3) วางแผนภาษี (12) สำนักงานบัญชี (3) เงินเดือนและประกันสังคม (10) เปิดบริษัท (7) เริ่มต้นธุรกิจ (3)