ทำบัญชีขายของออนไลน์ยังไง ให้ถูกต้องและไม่โดนภาษีย้อนหลัง

ปัญหาการ ทำบัญชีขายของออนไลน์ ของพ่อค้าแม่ค้าถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่เพราะหากทำไม่ถูกต้องจะเกิดปัญหาตามมา เช่น การเก็บภาษีย้อนหลัง, การขาดทุนทางธุรกิจ เป็นต้น วันนี้มาเรียนรู้วิธีการ ทำบัญชีขายของออนไลน์ ให้ถูกต้องและไม่โดนภาษีย้อนหลัง ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เข้าใจการทำบัญชีและการเสียภาษีมากขึ้น

1.ทำบัญชีช่วยให้รู้กำไร–ขาดทุนจริงของร้าน

การทำบัญชีทำให้รู้ว่าธุรกิจได้กำไรหรือขาดทุนจากการดำเนินการ ช่วยให้ตัดสินใจวางแผนการดำเนินงานต่อ เช่น ลดต้นทุน เพิ่มราคา หรือหยุดขายสินค้า

2.ลดความเสี่ยงโดนภาษีย้อนหลังและค่าปรับ

การทำบัญชีที่ถูกต้องช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดและยื่นภาษีได้ถูกต้อง ลดโอกาสการโดนปรับย้อนหลัง

3.ช่วยวางแผนธุรกิจและตัดสินใจได้แม่นขึ้น

การวางแผนบัญชีช่วยคำนวณ ต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา ค่าจัดส่ง อย่างแม่นยำ

1. รายได้จากการขายแต่ละแพลตฟอร์มต้องบันทึกยังไง

ควรแยกรายได้ตามช่องทางให้ชัดเจนเพื่อให้ ตรวจสอบง่ายเวลายื่นภาษี เช่น Facebook, Shopee, Lazada, TikTok เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน

2.บันทึกรายจ่ายจากการประกอบธุรกิจ

ควรบันทึกค่าใช้จ่ายจากการประกอบธุรกิจ เช่น

  • ค่าโฆษณา Ads : Facebook Ads, Google Ads, TikTok Ads
  • ค่าขนส่ง : เช่นค่าส่งไปรษณีย์, ค่า Messenger
  • ค่าวัตถุดิบ

3.ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

ต้องแยกบันทึกออกจากรายได้ เพื่อคำนวณรายได้สุทธิ (แต่ละเเพลตฟอร์มมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน)

4.เงินสด รายรับ รายจ่าย เข้าออก

บันทึกให้เป็นสัดส่วนชัดเจน เช่น เงินสด รายการเดินบัญชี เข้า-ออก ( รายรับ-รายจ่าย )

1.บัญชีไม่เป็นระเบียบ

การจัดเก็บข้อมูลบัญชีเอกสารที่ไม่เป็นระเบียบ เช่น การบันทึกรายรับ–รายจ่ายหรือการจัดการตัวเลขทางการเงินที่ไม่มีระบบ เมื่อไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจน ผู้ประกอบการจะไม่สามารถรับรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของธุรกิจได้

2.เงินสดไม่พอหมุนเวียนในธุรกิจ

เป็นสถานการณ์ที่ธุรกิจมีเงินออกมากกว่าเงินเข้า ทำให้ขาดสภาพคล่อง แม้ผลประกอบการจะดูดี แต่หากคู่ค้าขอยืดระยะเวลาการชำระเงิน อาจทำให้ธุรกิจไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับจ่ายพนักงานหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

3.ไม่มีการวางแผนภาษีการเงิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีการวางแผนภาษี จ่ายภาษีเกินกว่าที่ควรจ่าย, เสี่ยงโดนเก็บภาษีย้อนหลัง

1.รวบรวมข้อมูลทุกช่องทาง

บันทึกข้อมูล แต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, Shopee, Lazada, TikTok, Line โดยบันทึกในส่วนของ ยอดขาย, ค่าใช้จ่าย, ค่าธรรมเนียม (แนะนำให้บันทึกเป็นรายสัปดาห์)

2.แยกรายรับ รายจ่าย แต่ละแพลตฟอร์ม

เพื่อช่วยให้รู้ กำไร/ขาดทุน ของเเต่ละแพลตฟอร์ม( แนะนำให้บันทึกในตาราง Excel หรือ Google sheet )

3.สรุปยอดรวมเพื่อยื่นภาษี

สรุป รายได้รวม, ค่าใช้จ่าย, กำไรสุทธิ ในช่วงท้ายปี ข้อมูลนี้ช่วยให้ ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีธุรกิจได้ถูกต้อง

1.รู้จักประเภทรายได้ของตัวเอง

มีการจดทะเบียนแบบบุคคล หรือ นิติบุคคล (จดทะเบียนบริษัท) เพราะทั้ง 2 แบบจะมีรายละเอียดการจ่ายภาษีที่ไม่เหมือนกัน

1.1แบบบุคคลธรรมดา

กรณี ขายสินค้าออนไลน์ ร้านค้ามีขนาดเล็ก ยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 โดยคำนวณรายได้สุทธิจาก (รายได้ – ค่าใช้จ่าย)

1.2แบบนิติบุคคล

ต้องมีการทำบัญชีตามกฏหมาย ยื่น ภ.ง.ด.50 / ภ.ง.ด.51 ควรมี งบการเงิน + ผู้ทำบัญชี + ผู้สอบบัญชี

2.การวางแผนข้อมูลบัญชี รายได้และภาษี

เกณฑ์ที่ธนาคารจะยื่นข้อมูลให้กรมสรรพากร

โดยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องทราบเกณฑ์ที่ธนาคารจะยื่นข้อมูลใน กรมสรรพากร เพื่อวางแผนภาษี

เกณฑ์ที่ 1 : ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันทุกธนาคารตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป ( โดยไม่สนใจจำนวนเงินที่ได้รับ )

เกณฑ์ที่ 2 : ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันทุกธนาคารตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดเงินรวมเกิน 2 ล้านบาท

หากเข้ากำหนดเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งธนาคารจะทำการส่งข้อมูลในกรมสรรพากรตรวจสอบ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อมูลรายได้

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “รายได้” โดยคิดว่ารายได้ต้องหักต้นทุนหรือค่าขนส่งแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่

ความหมายของรายได้คือ เงินที่เราเรียกเก็บจากลูกค้า

เช่น นาย A เรียกเก็บเงินจากลูกค้า โดยแบ่งเป็น ค่าสินค้า 500 บาท ค่าส่ง 50 บาท รายได้ : 550 บาท รายจ่าย : 50 บาท

ซึ่งต้องวางแผนทำบัญชีรายรับกับรายจ่าย หรือกรณีหากแพลตฟอร์มนั้นเก็บค่าขนส่งจากลูกค้าเอง นาย A จะไม่มีรายจ่าย (ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่นาย A ใช้ขายของออนไลน์)

โดยหากมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้าน(โดยไม่หักค่าใช้จ่าย)จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใน 30 วัน

3. วิธีการคำนวณภาษี

มีวิธีการคำนวณภาษีอยู่หลักๆ 2 วิธี มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

3.1 คำนวณภาษีแบบบุคคลธรรมดา

  • หักแบบเหมา 60%
  • หักค่าใช้จ่ายตามจริง

สามารถวางแผนลดหย่อนภาษีโดย ซื้อ ประกันหรือกองทุน

3.2 คำนวณภาษีแบบนิติบุคคล (กรณีจดทะเบียนบริษัท)

  • หักค่าใช้จ่ายตามจริง ตามหลักฐาน ตามเอกสาร ควรมีการทำ บัญชีรายรับ-รายจ่าย เก็บค่าใช้จ่ายตามจริงที่เกิดขึ้น

4.เก็บเอกสารสำคัญทางบัญชีให้ครบถ้วน

ฝ่ายรายได้ :

ใบเสร็จรับเงิน

ใบกำกับภาษี

สลิปโอนเงิน

ฝ่ายรายจ่าย :

ใบกำกับภาษี

ใบเสร็จรับเงิน

สัญญาเช่า

หลักฐานการจ่ายเงิน

5.ต้องรู้เรื่อง VAT

กรณีรายได้เกิน 1.8 ล้าน บาทต่อปี แนะนำให้มีการจดทะเบียนเปิดบริษัท เพราะจะมีอัตราเสียภาษีน้อยกว่าบุคคลธรรมดา (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม)

6.รายละเอียดภาษีที่ต้องยื่น

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : ยื่นปีละ 1 ครั้ง ช่วง (ม.ค.–มี.ค.)

ภาษีครึ่งปี : กรณีมีรายได้เยอะ ยื่น ภ.ง.ด.94 ช่วง (ก.ค.–ก.ย.)

ภาษีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง : เช่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%

  • ใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย
  • ใบเสร็จค่าใช้จ่าย
  • รายการเดินบัญชีทางธนาคาร
  • ใบวางบิล รับเงิน จ่ายเงิน
  • แบบยื่นภาษีต่างๆ (ภ.พ.30 / ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53 / สปส.)

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายท่าน มีข้อสงสัยว่าควรจ้างนักบัญชีหรือทำบัญชีเองดีกว่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ รายได้ที่ได้รับ ความซับซ้อน และความเสี่ยงที่รับได้

กรณีเหมาะแก่การจ้างนักบัญชี

  • มีธุรกรรมเยอะ ขายออนไลน์หลายแพลตฟอร์ม
  • มีพนักงานประจำ (ต้องเสียประกันสังคม/ภาษี)
  • มีรายได้เยอะเพื่อวางแผนลดภาษีและป้องกันโดนภาษีย้อนหลัง

กรณีที่สามารถทำบัญชีเองได้

  • ไม่มีพนักงานประจำ
  • ยังไม่จด VAT
  • มีช่องทางรายได้ไม่เยอะ
  • ผู้ประกอบการมีเวลาพร้อมเรียนรู้เรื่องการเสียภาษี
เรื่อง ทำบัญชีเอง จ้างนักบัญชี
ความถูกต้อง มีโอกาสผิดพลาด ถูกต้องมากกว่า
ความเสี่ยงโดนตรวจ มากกว่าน้อยกว่า
ภาษี มักเสียแพงกว่า วางแผนภาษีได้
เวลา เสียเวลาศึกษาประหยัดเวลา

บทความแนะนำ